การร้องไห้ ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป… มุมมองดีๆ แม้วันนี้จะมีน้ำตา

เราอาจจะถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่าการเสียน้ำตาเป็นสัญลักษณ์ของความอ่อนแอ เพราะฉะนั้น อย่าร้องไห้ให้ใครเห็นเพราะจะทำให้คนคิดว่าเราเป็นคนขี้แย อ่อนแอ ไม่มีความเข้มแข็ง

แต่ในความจริงแล้ว น้ำตาไม่ใช่สิ่งที่ย่ำแย่เสมอไป และในทางกลับกัน การร้องไห้อาจมีผลดีมากกว่าที่คุณคิด ดังเหตุผลต่อไปนี้

1.ทำให้รู้สึกสบายใจ

การร้องไห้เป็นการปลดปล่อยห้วงอารมณ์ที่สั่งสมอยู่ภายในใจ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกกดดัน ความสับสน และความคาดหวัง ให้มีโอกาสได้หลั่งไหลออกผ่านน้ำตา ซึ่งช่วยให้คุณรู้สึกสบายใจมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะหลังจากเสียน้ำตาใหม่ ๆ และจะดียิ่งขึ้นหากมีคนช่วยปลอบประโลมอยู่เคียงข้าง

2.ลดความตึงเครียด

ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาหรือผู้เข้าแข่งขันรายการทำอาหาร เรามักจะได้เห็นน้ำตาของพวกเขาเหล่านี้หลังจากที่การแข่งขันสิ้นสุดลง โดยการร้องไห้ดังกล่าว ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ อันเป็นผลมาจากกลไกของร่างกายที่ต้องการขับความเครียดสะสมที่เกิดขึ้นระหว่างการแข่งขันออกไปนั่นเอง

ดังนั้นหากคุณรู้สึกเครียดมาก ๆ จนอยากร้องไห้ ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะนี่คือธรรมชาติของมนุษย์ที่มีอารมณ์ความรู้สึกนั่นเอง

3.บรรเทาบาดแผลทางจิตใจ

หลายคนที่ผ่านพ้นช่วงเวลาหรือประสบการณ์อันเลวร้าย การร้องไห้เป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยาใจที่บอบช้ำได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นแผลในใจจากการอกหักหรือการถูกปฏิเสธ ความพลาดหวังหรือความผิดพลาดในชีวิต

การเสียน้ำตาจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นได้ แต่นั่นก็ต้องควบคู่กับทัศนคติที่ดีด้วยเช่นกัน เพราะจมอยู่ในความโศกเศร้าหรือสาเหตุของแผลใจเป็นเวลานาน ย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต

หากคุณพบว่าตนเองร้องไห้ติดต่อกันหลายวัน และรู้สึกในแง่ลบต่อตนเอง ควรปรึกษาคนใกล้ชิดหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะซึมเศร้า

4.ช่วยให้อารมณ์ดี

เชื่อหรือไม่ว่าการร้องไห้ช่วยให้คุณมองโลกสดใสมากยิ่งขึ้นในวันต่อไป อย่างไรก็ตาม การร้องไห้ที่ว่านี่ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากความเศร้าที่เกิดขึ้นแบบชั่วคราว เช่น อารมณ์ร่วมจากการดูซีรี่ย์ หรือความรู้สึกปราบปลื้มที่นักกีฬาหรือไอดอลที่คุณเชียร์ประสบความสำเร็จ

การเสียน้ำตาในลักษณะเช่นนี้ จะเป็นการผ่อนคลายความเครียดจากการลุ้นเอาใจช่วยออกไป และทำให้คุณอารมณ์ดีมากขึ้นนั่นเอง

5.บรรเทาโทสะ

หลายครั้งที่เราเห็นคนโกรธจนกระทั่งน้ำตาเล็ด ที่เป็นเช่นนี้เพราะความโกรธเกิดจากความตึงเครียดที่ร่างกายต้องหาทางระบายออกมาผ่านน้ำตานั่นเอง

ดังนั้น หากคุณรู้สึกโกรธเคืองมาก ๆ อย่าอายที่จะร้องไห้ออกมา เพราะเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการผ่อนคลายความตึงเครียด

ช่วยให้เมื่อเสียน้ำตาแล้วคุณจะรู้สึกใจเย็นลง และหายโกรธเร็วมากยิ่งขึ้น

6.ฟื้นฟูร่างกายจากความตื่นกลัว

ร่างกายของคนเรานั้นมีกลไกที่ใช้สำหรับการตอบสนองความตื่นกลัว (trauma) อยู่มากมายด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือการร้องไห้ จึงเป็นเรื่องปกติที่หากคุณกลัวอะไรมาก ๆ แล้วจะร้องไห้โดยไม่สามารถควบคุมได้

ที่เป็นเช่นนี้เพราะกลไกจัดการความตึงเครียดภายในสมองของเราสั่งให้ร่างกายขับน้ำตาออกมาเพื่อคลายความกังวลนั่นเอง เพราะฉะนั้น น้ำตาจึงไม่ใช่สัญลักษณ์ของความอ่อนแออย่างที่หลายคนกล่าว แต่เป็นกลไกที่ช่วยเรารับมือกับความหวาดกลัวนั่นเอง

7.ลดระดับความดันโลหิต

หนึ่งในสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงคือความเครียดสั่งสมภายในร่างกาย ด้วยเหตุนี้ การร้องไห้ไม่ว่าด้วยสาเหตุอะไรก็ตามมีส่วนช่วยในการลดระดับความดันโลหิตได้เช่นเดียวกัน

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องร้องไห้บ่อย ๆ เพื่อป้องกันตนเองจากโรคความดันโลหิตสูง เพราะการเสียน้ำตานั้นจะช่วยลดความดันได้เพียงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น หลังร้องไห้ไปแล้วระยะหนึ่ง

หากความเครียดยังคงดำรงอยู่ ความดันก็จะถามหาคุณอีกครั้ง เพราะฉะนั้น วิธีในการจัดการความดันได้อย่างยั่งยืนที่สุด ก็คือการหมั่นออกกำลังกาย พยายามมีความสุขกับสิ่งเล็ก ๆ และผ่อนคลายความเครียดสะสมในแต่ละวัน

8.ส่งสัญญาณว่าคุณต้องการความช่วยเหลือ

บางคนมีปัญหาที่เก็บไว้ภายใน แต่ไม่ได้ระบายออกมาให้คนอื่นได้รับรู้ กระทั่งวันหนึ่งเขื่อนที่กั้นห้วงอารมณ์ไว้ได้พังออกมาด้วยการร้องไห้ เมื่อนั้นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกคนอื่นว่าคุณกำลังต้องการกำลังใจ

การยืดหยัดด้วยตนเองและมีความเข้มแข็งเป็นสิ่งที่ดี แต่จะดียิ่งกว่าหากคุณเป็นคนเคียงข้างคอยให้กำลังใจในวันที่เหนื่อยล้า ไม่ว่าจะเป็นคนรัก เพื่อน หรือครอบครัว เพราะเราไม่สามารถอาศัยอยู่ตามลำพังได้ในโลกนี้

ดังนั้น การร้องไห้จึงไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ แต่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกตัวคุณเองและคนรอบข้างว่าตอนนี้สภาพจิตใจหนักหนาเกินกว่าจะรับไหว และกำลังใจเท่านั้นที่คุณต้องการ

การร้องไห้นั้นไม่ได้มีแต่ข้อเสียเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีข้อดีมากมายที่บทความนี้ได้นำเสนอไป ดังนั้น คราวหน้าหากคุณมีเหตุให้ต้องเสียน้ำตา ขอให้มองว่าอย่างน้อยน้ำตาที่ไหลออกมายังมีประโยชน์

เพราะฉะนั้น ในทุกความผิดพลาด ย่อมมีบทเรียนที่ได้เรียนรู้เพื่อนำไปปรับใช้กับวันรุ่งพรุ่งนี้ที่ต้องดีกว่าเดิม

Related Posts

About The Author