ประโยชน์ของแคลเซียม(Calcium) สุดยอดสารอาหารสำคัญที่ร่างกายไม่ควรพลาด!

แคลเซียม เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็จะรู้ดีว่าแคลเซียมมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างกระดูกและฟันโดยเฉพาะ

แต่รู้ไหมว่านอกจากประโยชน์ของแคลเซียมดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายและมีความลับที่ซ่อนอยู่อีกด้วย

ดังนั้นในบทความนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับแคลเซียมให้มากขึ้น เพื่อความเข้าใจและการรับประทานแคลเซียมอย่างถูกหลักนั่นเอง

แคลเซียม คืออะไร?

แคลเซียม เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่ร่างกายมีความต้องการเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต เพราะมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างความแข็งแรงและซ่อมแซมการสึกหรอของกระดูก ฟัน ผิวหนังและเส้นผมโดยเฉพาะ

แถมยังสามารถควบคุมระดับความดันเลือดให้คงที่ได้อีกด้วย ดังนั้นในชีวิตประจำวันของคนเราจึงควรได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอต่อร่างกายเสมอ ไม่ว่าจะเป็นช่วงวัยไหนๆ ก็ตาม

ความต้องการแคลเซียมของร่างกาย

ร่างกายของคนเรามีความต้องการแคลเซียมอย่างเพียงพอและจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมทุกวัน เพื่อเสริมบำรุงสุขภาพอยู่เสมอ

โดย ปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับต่อวันของแต่ละคนก็จะมีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับช่วงอายุและสภาพร่างกายดังนี้

  • เด็กอายุ 1 – 10 ปี ต้องได้รับแคลเซียม 800-1000 มิลลิกรัมต่อวัน
  • วัยรุ่นอายุ 11 – 25 ปี ต้องได้รับแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ผู้ใหญ่อายุ 26 ปีขึ้นไป ต้องได้รับแคลเซียม 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ผู้ป่วยที่กระดูกหัก ต้องได้รับแคลเซียม 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน
  • หญิงมีครรภ์ ต้องได้รับแคลเซียม 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน
  • หญิงให้นมบุตร ต้องได้รับแคลเซียม 1,500-2,000 มิลลิกรัมต่อวัน 

เมื่อรู้แบบนี้แล้วก็ควรทานแคลเซียมต่อวันให้ได้ตามความต้องการของร่างกาย ไม่ว่าจะทานแคลเซียมจากการดื่มนมหรืออาหารที่ อุดมไปด้วยแคลเซียมก็ตาม

แคลเซียม ช่วยเพิ่มความสูงได้จริงหรือ?

เมื่อพูดถึงแคลเซียม ก็จะนึกถึงประโยชน์ในด้านการเพิ่มความสูง เพราะเป็นความเข้าใจที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเด็ก

เนื่องจากพ่อแม่มักจะบอกเสมอว่าให้ดื่มนมเยอะๆ เพราะนมมีแคลเซียมจะได้ตัวสูง จึงเกิดเป็นความสงสัยขึ้นมาว่าการทานแคลเซียมจะทำให้คนเราสูงขึ้นได้จริงหรือ

ซึ่งก็บอกได้เลยว่าแคลเซียมมีส่วนช่วยในการเพิ่มความสูงจริง เพราะแคลเซียมจะทำหน้าที่ในการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงและกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูกและกล้ามเนื้อให้ยืดขยายมากกว่าเดิม

แต่อย่างไรก็ตามการเจริญเติบโตของกระดูกจะเริ่มหยุดคงที่เมื่ออายุเข้าวัยเลข 2 ดังนั้นหากต้องการเพิ่มความสูงอย่างมีประสิทธิภาพ ควรหมั่นทานแคลเซียมเป็นประจำตั้งแต่วัยเด็ก โดยเน้นช่วงวัยรุ่นมากเป็นพิเศษ

ประโยชน์ของแคลเซียม

รู้ไหมว่าแคลเซียมมีประโยชน์มากกว่าที่คิด เชื่อว่าหลายคนคงยังไม่ค่อยรู้จักกับประโยชน์ที่แท้จริงของแคลเซียมมากนักจริงไหม เพราะฉะนั้นเราจะมาทำความเข้าใจกับประโยชน์ดีๆ ที่จะได้รับจากแคลเซียมกัน

1.ป้องกันโรคกระดูกพรุน

เพราะแคลเซียมมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง การทานแคลเซียมเป็นประจำอย่างเพียงพอ จึงสามารถป้องกันโรคกระดูกพรุนได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

และลดความเสี่ยงปัญหากระดูกบาง เปราะหักง่ายได้อีกด้วย นอกจากนี้การทานแคลเซียมร่วมกับแมกนีเซียมเป็นประจำ ก็จะช่วยลดอาการปวดหลังได้เช่นกัน

2.ควบคุมความดันโลหิต

การได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอจะสามารถควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่ปกติ พร้อมป้องกันภาวะความดันโลหิตสูงได้เป็นอย่างดี

นั่นก็เพราะแคลเซียมจะทำหน้าที่ในการกระตุ้นให้กล้ามเนื้อบีบตัวได้ดีขึ้น จึงส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีระดับความดันที่ปกตินั่นเอง

3.บรรเทาอาการปวดประจำเดือน

การทานแคลเซียมก่อนถึงวันมีประจำเดือน จะช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนและลดภาวะอารมณ์แปรปรวนได้เป็นอย่างดี ดังนั้นผู้หญิงที่มักจะมีอาการปวดท้องประจำเดือนอย่างรุนแรงบ่อยๆ

ก่อนถึงวันที่รอบเดือนมาประมาณ 1 สัปดาห์ ควรทานแคลเซียมอย่างต่อเนื่องวันละ 1,500 มิลลิกรัม แล้วอาการปวดดังกล่าวจะทุเลาลงอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

4.ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่

รู้ไหมว่าการทานแคลเซียมอย่างเพียงพอเป็นระยะเวลานานจะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ เพราะแคลเซียมจะยับยั้งการแบ่งเซลล์ที่ผิดปกติให้ลดน้อยลง

จึงทำให้โอกาสที่จะเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดน้อยลงไปด้วยนั่นเอง ดังนั้นใครที่ไม่อยากเสี่ยงเป็นมะเร็งมาทานแคลเซียมให้มากขึ้นกันดีกว่า

5.แก้อาการนอนไม่หลับ

สำหรับใครที่นอนไม่หลับ แคลเซียมก็เป็นตัวช่วยหนึ่งที่จะทำให้นอนหลับอย่างสบายมากขึ้นเช่นกัน จึงเป็นเหตุผลที่แพทย์ส่วนใหญ่แนะนำให้ผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับดื่มนมก่อนนอน แต่ต้องเป็นนมจืดที่ไม่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสมเท่านั้น จะได้ไม่มีปัญหาความอ้วนตามมานั่นเอง

ความลับของแคลเซียมที่หลายคนอาจยังไม่รู้

นอกจากประโยชน์ของแคลเซียมแล้ว รู้ไหมเอ่ยว่าแคลเซียมยังมีความลับอื่นๆ ซ่อนอยู่มากมายที่หลายคนอาจยังไม่รู้ ซึ่งจะมีอะไรบ้างมาดูกันเลย

1. หน้าที่สำคัญของแคลเซียมก็คือ การสร้างกระดูกและเพิ่มมวลกระดูกเพื่อให้กระดูกมีความแข็งแรงมากขึ้น สามารถลดอาการปวดหัวไมเกรนได้ดี 

เมื่อทานแคลเซียมร่วมกับแมกนีเซียม เพราะการผสมกันระหว่างแร่ธาตุดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นระบบหลอดเลือดและสมองให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

2. แคลเซียมสามารถพบได้มากที่สุดในนมและผลิตภัณฑ์นม แต่จะพบในอาหารอื่นๆ เพียงน้อยนิดเท่านั้น

3. ไม่ควรทานแคลเซียมเสริมพร้อมกับการทานยา เพราะจะทำให้ความสามารถในการดูดซึมยาของร่างกายลดน้อยลง เป็นผลให้ยาออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่และอาการป่วยหายช้านั่นเอง

4. การดูดซึมแคลเซียมของร่างกาย ส่วนใหญ่แล้วจะสามารถดูดซึมได้ที่ประมาณ 20% -40% เท่านั้น ที่เหลือจะแพร่เข้าสู่เลือดและไหลเวียนไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายพร้อมกับระบบไหลเวียนโลหิต ซึ่งมักจะเข้าสู่กระดูกและเซลล์ต่างๆ ในร่างกายเป็นหลัก ส่วนแคลเซียมที่เหลือเกินออกมาก็จะถูกขับออกทางปัสสาวะ

5. สำหรับคนที่ทานแคลเซียมเสริมเป็นประจำ ควรทานควบคู่ไปกับอาหารที่มีความสมดุลของโปรตีน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะนิ่วในทางเดินปัสสาวะ หากร่างกายได้รับปริมาณแคลเซียมน้อยเกินไป จะเกิดการละลายแคลเซียมจากกระดูกมาใช้แทน ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆ ก็จะทำให้แคลเซียมที่เหลืออยู่ในกระดูกไม่เพียงพอ จนเป็นผลให้กระดูกมีความเปราะบาง แตกหักง่ายและเป็นโรคกระดูกพรุนได้ในที่สุด

6. แคลเซียมจะมีอยู่ในทุกส่วนของร่างกายคนเรา แต่จะพบได้มากที่สุดในกระดูกและฟัน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 99% ของแคลเซียมทั้งหมดในร่างกายเลยทีเดียว

7. สำหรับแคลเซียมที่อยู่ในเนื้อเยื่อส่วนใหญ่จะไม่ได้อยู่ในรูปของแคลเซียมโดยตรง แต่จะอยู่ในรูปของเกลือแคลเซียมฟอสเฟตนั่นเอง

8. ร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมได้มากน้อยแค่ไหน ต้องขึ้นอยู่กับความปกติของระดับวิตามินดีในร่างกายด้วย ซึ่งหากร่างกายขาดวิตามินดี ก็จะทำให้ดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลง ดังนั้นจึงควรเพิ่มวิตามินดีให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกายเสมอ โดยทำได้ด้วยการทานอาหารที่มีวิตามินดีสูงหรือตากแดดในยามเช้าบ่อยๆ

9. ควรทานแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยที่ร่างกายควรได้รับ ไม่ควรทานมากหรือน้อยจนเกินไป เพราะจะส่งผลเสียได้

10. ควรระวังการเลือกชนิดของแคลเซียม เพราะหากทานแคลเซียมชนิดที่มีการแตกตัวได้ไม่ดี ก็จะทำให้เกิดปัญหาข้อตึงหรือผนังเส้นเลือดแดงแข็งได้

11. การทานแคลเซียมให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจะต้องทานโดยแบ่งเป็นมื้อๆ เพราะร่างกายไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมเกิน 500 มิลลิกรัมได้ในมื้อเดียว ทำให้แคลเซียมที่ทานเกินเข้าไปถูกขับออกมาทางปัสสาวะโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์

12. การดูดซึมแคลเซียมเพื่อไปบำรุงส่วนต่างๆ ของร่างกาย จะมีประสิทธิภาพที่สุดในช่วงหลังมื้ออาหารและก่อนนอน ดังนั้นจึงควรเน้นทานแคลเซียมในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นหลัก

13. แคลเซียมจะมีประสิทธิภาพและสามารถทำงานได้ดีเมื่อทานคู่กับวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินซี วิตามินเอ ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส แมกนีเซียมและวิตามินดี เป็นต้น

14. ในคนที่ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย เช่นนอนมากกว่าการลุกขึ้นเดินหรือทำงานออฟฟิศที่ต้องนั่งอยู่กับที่ตลอดทั้งวัน มักจะมีปัญหากระดูกเปราะบาง ทำให้ร่างกายมีความต้องการแคลเซียมมากกว่าปกติ

ในปัจจุบันมีแคลเซียมที่วางขายในรูปของอาหารเสริมเป็นจำนวนมาก สามารถเลือกทานได้ตามความเหมาะสม แต่ต้องเป็นยี่ห้อที่มี อย. เท่านั้น

อาหารที่มีแคลเซียม มีอะไรบ้าง?

สำหรับอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม นอกจากนมแล้วก็ยังมีอาหารประเภทอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งก็สามารถให้แคลเซียมได้ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกายไม่น้อย โดยมีอาหาร 12 ชนิดที่เป็นแหล่งแคลเซียมดังนี้

1.ข้าวโอ๊ต

ข้าวโอ๊ต

ธัญพืชสุดอร่อยที่นิยมทานเป็นซีเรียลอาหารเช้าก่อนไปเรียนหรือไปทำงาน โดยข้าวโอ๊ตมีปริมาณแคลเซียม 123 มิลลิกรัมต่อ 1 ถ้วย และอุดมไปด้วยไฟเบอร์และโปรตีนสูงมาก ซึ่งจะทำให้รู้สึกอิ่มท้องเร็ว อิ่มนานและเหมาะกับการทานมังสวิรัติที่สุด นอกจากนี้ก็ถูกจัดเป็นหนึ่งในอาหารคลีนเช่นกัน เพราะฉะนั้นใครที่อยากมีสุขภาพดี ห้ามพลาดเมนูข้าวโอ๊ตเด็ดขาด

2.ปลาซาร์ดีน

ปลาซาดีน

ปลาซาร์ดีน นอกจากอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ก็ยังมีแคลซียมสูงอีกด้วย โดยพบแคลเซียมมากถึง 214 มิลลิกรัมต่อ 1 ถ้วย โดยอาจซื้อปลาซาร์ดีนสดๆ มาทำเมนูสุดอร่อยทานหรือจะซื้อปลากระป๋องที่ทำจากปลาซาร์ดีนมาทานก็ได้ ซึ่งก็ให้ประโยชน์ไม่แพ้กันเลยทีเดียว ส่วนใครที่ไม่ค่อยชอบกลิ่นคาวของปลาสักเท่าไหร่ ก็หมดกังวลไปได้เลย เพราะปลาซาร์ดีนแทบจะไม่มีกลิ่นคาวให้ปวดหัวเลยนั่นเอง

3.เต้าหู้

เต้าหู้

เต้าหู้อาจมีรสชาติจืดไปนิด แต่ขอบอกเลยว่าเป็นแหล่งแคลเซียมชั้นดีเลยทีเดียว ซึ่งในเต้าหู้สามารถพบแคลเซียมได้มากถึง 507 มิลลิกรัมต่อ 1 ถ้วย ที่สำคัญคือแทบไม่มีไขมัน ดังนั้นไม่ว่าจะทานมากเท่าไหร่ก็ไม่ทำให้อ้วนแน่นอน แถมนิยมนำมาปรุงอาหารแทนเนื้อสัตว์ในผู้ที่กินเจหรือทานอาหารคลีนเพื่อสุขภาพอีกด้วย

4.คะน้า

คะน้า ผักที่นิยมนำมาปรุงอาหารอย่างหลากหลาย เพราะมีรสชาติอร่อยและช่วยเพิ่มรสชาติให้กับเมนูต่างๆ ได้เป็นอย่างดี แต่รู้ไหมว่าในคะน้าก็มีแคลเซียมประกอบอยู่เช่นกัน โดยสามารถพบแคลเซียมได้ที่ 94 มิลลิกรัมต่อ 1 ถ้วย และยังพบสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงอีกด้วย

5.น้ำส้ม

น้ำส้ม

ส้ม ผลไม้ที่มากไปด้วยวิตามินซี แต่รู้ไหมว่าส้มก็มีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบอยู่เหมือนกัน โดยพบแคลเซียมที่ประมาณ 27 มิลลิกรัมต่อ 1 ถ้วย แม้จะไม่มากแต่ก็ดีต่อสุขภาพไม่น้อย โดยการทานส้มอาจทานสดๆ คั้นเป็นน้ำส้มดื่มเพื่อความสดชื่น หรือทานคู่กับซีเรียลในมื้อเช้าก็ได้ประโยชน์มากทีเดียว

6.บล็อกโคลี่

บล็อกโคลี่

บล็อกโคลี่ ผักที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นสุดยอดอาหารคลีนและอาหารเพื่อสุขภาพเลยทีเดียว โดยบล็อกโคลี่ก็สามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลายอย่าง แต่เพื่อให้ได้คุณประโยชน์และสารอาหารอย่างครบถ้วน แนะนำให้นำไปทำเมนูต้ม ผัดหรือปรุงในน้ำซุปก็ได้ความอร่อยที่โดนใจไม่น้อย และสำหรับแคลเซียมที่พบในบรอกโคลีก็มีมากถึง 114 มิลลิกรัมต่อ 1 ถ้วย แคลเซียมเยอะแบบนี้ใครอยากมีสุขภาพดีห้ามพลาดเด็ดขาด

7.ถั่วแระ

ถั่วแระ

ถั่วแระ อย่ามองว่าไม่มีประโยชน์เลยเชียว เพราะพบว่าในถั่วแระมีแคลเซียมสูงมากถึง 261 มิลลิกรัมต่อ 1 ถ้วย แต่ต้องทานแบบที่ผ่านการต้มแล้วโดยไม่โรยเกลือเท่านั้น เพราะเกลืออาจทำให้มีปัญหาตัวบวมตามมาได้นั่นเอง รู้แบบนี้แล้วลองนำถั่วแระมาต้มทานเป็นมื้อว่างในระหว่างวันดูสิ ซึ่งก็ได้ทั้งประโยชน์ ความอร่อยและอิ่มสบายท้องเชียวล่ะ

8.ปลาแซลมอนกระป๋อง

ปลาแซลมอนกระป๋อง

ไม่จำเป็นต้องหาซื้อปลาแซลมอนสดๆ ราคาแพง เพราะแค่ปลาแซลมอนกระป๋องก็มีแคลเซียมสูงมากถึง 564 มิลลิกรัมต่อ 1 ถ้วย ซึ่งก็เกินครึ่งจากที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวันเลยทีเดียว แถมยังอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 และวิตามินที่มีประโยชน์มากมายอีกด้วย เพราะฉะนั้นวันนี้ลองซื้อปลาแซลมอนกระป๋องมาทำเมนูสุดอร่อยกันดูสิ ไม่ว่าจะนำมาปรุงอาหาร หรือทาหน้าขนมปังก็อร่อยโดนใจแน่นอน

9.กุ้งแห้ง

กุ้งแห้ง

กุ้งแห้งที่นิยมนำมาใส่ในยำและส้มตำ รู้หรือไม่ว่ามีปริมาณแคลเซียมมากถึง 140 มิลลิกรัม ต่อ 1 ช้อนโต๊ะ แถมมีรสชาติอร่อยและให้ความรู้สึกเพลิดเพลินไปกับการทานอาหารอีกด้วย เพราะฉะนั้นมาทานกุ้งแห้งให้มากขึ้นกันดีกว่า แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากกุ้งแห้งมีรสเค็มจึงอาจทำให้เกิดอาการตัวบวมได้ จึงควรทานในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น

10.งาดำ

งาดำ

สำหรับใครที่ชอบทานงาดำห้ามพลาด เพราะงาดำมีแคลเซียมมากถึง 132 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนโต๊ะ และเป็นธัญพืชที่มากไปด้วยประโยชน์ สามารถทานได้ตามต้องการโดยไม่ต้องกลัวอ้วนหรือกังวลเรื่องสุขภาพกันเลย แต่การทานงาดำเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ควรทานงาดำที่บดละเอียดแล้ว โดยอาจผสมในเครื่องดื่มหรืออาหารทานเป็นประจำก็ได้

11.หอยนางรม

หอยนางรม

เคยได้ยินมาว่าหอยนางรมอุดมไปด้วยธาตุสังกะสีที่สามารถลดการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ดี แต่รู้ไหมว่าหอยนางรมก็มีแคลเซียมสูงเช่นกัน โดยจะพบแคลเซียมในหอยนางรมที่ประมาณ 300 มิลลิกรัมต่อ 6 ตัว แบบว่าไม่ต้องทานมากก็ได้ประโยชน์อย่างสุดคุ้มเลยทีเดียว นอกจากนี้หอยนางรมก็มีแร่ธาตุอื่นๆ ที่มีประโยชน์อีกมากมายอีกด้วย

12.ชีส

ซีส

ชีส ถือเป็นแหล่งแคลเซียมชั้นดีที่มีปริมาณแคลเซียมสูงมากถึง 721 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม แถมมีความอร่อยที่จะทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับการทานอย่างไม่มีเบื่อ ซึ่งก็สามารถนำมาทำได้ทั้งเมนูอาหารและขนมเลยทีเดียว

ทานแคลเซียมมากไปก็มีโทษต่อร่างกาย

ไม่ว่าประโยชน์ของแคลซียมจะมีมากมายและจำเป็นต่อร่างกายมากแค่ไหน แต่หากทานมากเกินไปหรือทานผิดวิธีก็จะก่อให้เกิดผลเสียตามมาได้เหมือนกัน โดยโทษของแคลเซียมก็มีดังนี้

เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ

โดยปกติแล้วแคลเซียมจำเป็นต้องทานในขณะที่ร่างกายมีวิตามินดีในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการดูดซึมแคลเซียมไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจได้ดีอีกด้วย ดังนั้นหากทานแคลเซียมในขณะที่ปราศจากวิตามินดี ก็จะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้นั่นเอง โดยเฉพาะการทานแคลเซียมในรูปแบบเม็ดอาหารเสริม

ทำให้การดูดซึมสารอาหารอื่นๆ น้อยลง

การทานแคลเซียมไม่ควรทานร่วมกับวิตามินและสารอาหารชนิดอื่นๆ เพราะจะทำให้การดูดซึมสารอาหารเหล่านั้นลดน้อยลง เป็นผลให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เต็มที่และอาจเกิดปัญหาการอุดตันบริเวณลำไส้ ที่ทำให้เกิดอาการท้องอืด แน่นท้องได้อีกด้วย

ทำให้ทารกในครรภ์ผิดปกติ

คุณแม่ส่วนใหญ่เข้าใจว่าการบำรุงครรภ์ด้วยแคลเซียมเยอะๆ จะทำให้ลูกคลอดออกมามีพัฒนาการที่ดีและมีรูปร่างสูง แต่ความจริงแล้วร่างกายของคุณแม่ก็มีข้อจำกัดในการรับแคลเซียมเช่นกัน

ซึ่งหากได้รับแคลเซียมมากเกินไปก็จะทำให้ทารกในครรภ์เกิดความผิดปกติ และมีปัญหาต่อมพาราไทรอยด์ไม่ทำงานหรือเกิดอาการชักหลังคลอดประมาณ 2-3 วันได้ เพราะฉะนั้นแม้ว่าแคลเซียมจะมีความจำเป็น แต่ในขณะตั้งครรภ์ก็ควรทานแค่ปริมาณพอเหมาะเท่านั้น

หลอดอาหารอักเสบหรือทะลุ

เป็นโทษของแคลเซียมที่มีความอันตรายมากทีเดียว ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายมีการสะสมแคลเซียมส่วนเกินมากเกินไป จึงทำให้หลอดอาหารเกิดการอักเสบและทะลุ ซึ่งก็สร้างความทรมานให้กับผู้ป่วยได้เป็นอย่างมาก และส่งผลต่อสุขภาพด้านอื่นๆ ไม่น้อย

เสี่ยงเป็นนิ่วในไต

เพราะแคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ยากที่สุด จึงมักจะไปตกตะกอนสะสมอยู่บริเวณไตจนกลายเป็นนิ่ว ซึ่งหามีความรุนแรงก็อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเลยทีเดียว

แคลเซียม แม้จะเป็นแร่ธาตุที่มากไปด้วยประโยชน์และจำเป็นต่อร่างกายเป็นอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกันหากทานมากเกินไปก็อาจก่อให้เกิดโทษได้เหมือนกัน

เพราะฉะนั้นเรามาทานแคลเซียมอย่างเหมาะสม เพื่อสุขภาพที่ดีตลอดไปกันดีกว่า และเนื่องจากแคลเซียมไม่ได้มีอยู่แค่ในน้ำนมเท่านั้น จึงควรทานอาหารที่มีแคลเซียมให้หลากหลาย เพื่อให้ได้รับประโยชน์อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพในการบำรุงร่างกายมากที่สุดนั่นเองค่ะ

references
http://www.webmd.com/diet/supplement-guide-calcium#1
https://www.organicfacts.net/health-benefits/minerals/calcium.html
http://www.mayoclinic.org/healthy-lifestyle/nutrition-and-healthy-eating/in-depth/calcium-supplements/art-20047097
http://www.medscape.com/viewarticle/497826

Related Posts

About The Author

Add Comment