เริ่มกินคลีนอย่างไรไม่ให้ทุกข์ทรมาน

ทุกคนอยากจะทานอาหารที่อุดมไปด้วยประโยชน์ เพื่อสุขภาพร่างกายเราที่แข็งแรงทั้งกายและใจ แต่หลายๆคนก็พบว่าการ “กินคลีน” มันช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน

ด้วยชีวิตที่เร่งรีบ เวลาที่มีจำกัด ทำให้เราไม่มีเวลาใส่ใจกับรายละเอียดด้านอาหารการกินมากเท่าที่ควร ทำให้หลายๆคนได้แต่ใฝ่ฝันว่าฉันจะสามารถทำได้ในสักวันหนึ่ง เพราะทุกวันนี้มันยากเหลือเกิน

แต่จริงๆแล้ว การกินคลีนมันอาจไม่ได้ยากขนาดนั้นหรอก จากคำบอกกล่าวของนักโภชนาการผู้มีประสบการณ์ถึง 12 ปี ในการศึกษาเล่าเรียนและดูแลโภชนาการให้ตัวเองและคนอื่น การกินคลีนเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ ดังนี้

เริ่มกินคลีนอย่างไรไม่ให้ทุกข์ทรมาน, อาหารคลีน

1. ตั้งเป้าหมายที่ไม่ยากจนเกินไป

คนที่ไม่เคยทานอาหารคลีน (การทานอาหารผ่านการปรุงน้อยที่สุดเพื่อคงคุณค่าสารอาหารให้มากที่สุด) มักจะทำพลาดตั้งแต่แรก โดยการตั้งเป้าหมายที่เป็นไปแทบไม่ได้ให้ตัวเองและคาดหวังว่าตัวเองจะทำได้สำเร็จ ผลลัพธ์ก็คือ ทุกคนเกิดความรู้สึกท้อไปเสียก่อนที่จะสำเร็จน่ะสิ

ถ้าการ “งดของหวาน” มันสุดโต่งจนเกินไป สำหรับคนที่เสพติดของหวานมากๆ ให้ลองเปลี่ยนเป็น “ลดปริมาณของหวาน” จะดูง่ายกว่าเยอะ เพราะเมื่อร่างกายคนเราเสพติดน้ำตาล เราก็มีแต่จะต้องการมันมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าอยู่ๆเรางดของหวานกะทันหัน มันมีผลกับระดับน้ำตาลในเลือด อาจทำให้เราวูบได้ และสุดท้ายก็กลับมาหาของหวานอยู่ดี

ให้ลองลดปริมาณของหวานหรือน้ำตาลในอาหารที่เรากินแต่ละวัน สมมติ ปกติเรากินเค้กวันละ 1 ชิ้น คุ้กกี้ 3 ชิ้น กับชานมเย็น ก็ให้ลดคุ้กกี้เหลือ 1 ชิ้น เค้กแค่ 2-3 คำก็พอ การทานให้ช้าลงจะช่วยให้เราได้ลิ้มรสสัมผัสของรสชาติอาหารได้มากขึ้น สมองของเราจะรู้สึกอิ่มเอมกับของหวานแม้ปริมาณน้อยๆ มากกว่าการทานของหวานทีละมากๆ แต่รีบๆทาน

นอกจากนี้ “ของหวาน” ยังหมายถึงเครื่องปรุงอาหารที่เรากินในแต่ละวัน เช่น ปกติทานก๋วยเตี๋ยวใส่น้ำตาล 2 ช้อนพูน ก็ให้ลดเหลือแค่ 1 ช้อนพอ หรือลองเปลี่ยนมาใช่สารให้ความหวานแทนน้ำตาลก็ได้ ถึงแม้ว่ามันจะไม่เฮลท์ตี้มาก แต่ก็พอช่วยให้เราผ่านในช่วงแรกๆของการลดปริมาณของหวานได้

2. สลัดคำว่า “เพอเฟค” ออกไป เน้นโฟกัสที่ความก้าวหน้าแทน

เป้าหมายแรกของการเริ่มกินคลีนมากขึ้น ไม่ใช่การเปลี่ยนทุกอย่างจากหน้ามือไปหลังมือในทันที แต่คือการค่อยๆปรับเปลี่ยนทีละนิด เพื่อให้ร่างกายค่อยๆปรับตามเราด้วย ไม่ต้องเครียด ถ้าจะอดใจไม่ไหวกับของโปรดทั้งหลาย ทานได้แต่น้อยๆ ไม่อย่างนั้นมันจะเหมือนเรากดดันร่างกายตัวเองมากไป จนสุดท้าย ร่างกายรับไม่ไหว มันจะทำลายทุกอย่างเสียโดยการทำให้เราเครียด สติแตก และลงท้ายด้วยการกินแหลกเหมือนเดิม

ความตั้งใจเป็นสิ่งดี แต่ความตั้งใจผิดๆจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเราเอง อย่าตั้งเป้าหมายสูง ไม่ต้องทำทุกอย่างให้เพอเฟค ถ้าวันนี้มีเหตุต้องไปประชุม หรือร่วมทานอาหารกับลูกค้า ก็อย่าเครียดมากว่าเราจะต้องห่ออาหารไปทานเองหรือไม่ จะสั่งอะไร จะกินอะไรดี? ไม่ต้องคิดมาก ให้เลือกทานอาหารที่คลีนที่สุดก็พอ อย่าเรื่องมากจนเกินไปจนทำให้คนอื่นรู้สึกอึดอัดไปด้วย

3. เลือกอาหารที่คุณภาพดีขึ้น

ถ้าอยากกินเฟรนฟราย ก็เลือกที่เป็นแบบออร์แกนิคที่สุด นำมาหั่นและทอดเองด้วยน้ำมันที่มีคุณภาพสูง มันอาจจะไม่อร่อยเลิศเหมือนเฟรนฟรายอ้วนๆทั่วไป แต่ว่ามันก็ช่วยให้เราหายอยากมากขึ้น
การกินคลีนไม่ใช่การกินแต่อะไรที่น่าเบื่อหน่าย แต่คือการผสมผสานและเลือกสรรสินค้าคุณภาพดีให้ตัวเราเอง เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องสารเคมี สารพิษ GMO ที่จะเข้ามาสะสมในร่างกายของเรา

การเริ่มต้นกินคลีนคือการมีสติอยู่เสมอว่าเรากำลังเอาอะไรเข้าปาก เรากำลังรับเอาสารอาหารที่ดีมีประโยชน์ หรือสารพิษเข้าสู่ร่างกายเรา

4. กินมื้อเล็กมื้อน้อย ดีกว่ามื้อใหญ่ๆ

การแบ่งอาหารมื้อใหญ่ออกเป็นย่อยๆ จะช่วยปรับปรุงระบบการย่อยอาหารและระบบการเผาผลาญของเราให้ดีขึ้น อีกทั้งยังทำให้เราไม่หิวมากในระหว่างวัน การกินตามเวลาก่อนที่เราจะหิว จะช่วยลดความอยากอาหารจนเกินไป (หรือบางคนอาจเรียกว่า การเสพติดอาหาร) ซึ่งเมื่อเราปฏิบัติตามนี้ เราจะเห็นว่าเราไม่ค่อยหิวมากเหมือนเมื่อก่อน และไม่รู้สึกอิ่มหรือแน่นท้องจนเกินไป

5. เปลี่ยนชนิดของขบเคี้ยว

ไม่จำเป็นต้องงดขนม ของขบเคี้ยว แค่เปลี่ยนชนิดของมันเท่านั้นเอง พวกเฟรนฟราย มันฝรั่งทอด ขนมที่เค็มและมีผงชูรสเยอะ นอกจากจะมีประโยชน์กับร่างกายเราน้อยมากแล้ว ยังทำให้บวมน้ำอีกด้วย เพราะความเค็มจะทำให้ร่างกายอมน้ำไว้มากกว่าปกติ

เปลี่ยนเป็นทานสาหร่ายอบกรอบแบบไม่เค็ม ซุปร้อนๆที่ไม่ผ่านการปรุงมาก เนยถั่วทาขนมปังโฮลวีต โยเกิร์ต ผลไม้ที่อร่อยและไม่อ้วนอย่างแอปเปิ้ล ชมพู่ ฝรั่ง ก็จะทำให้เราสามารถกินคลีนได้มากขึ้น โดยที่ไม่ต้องอดอยากขนมขบเคี้ยวเลย

6. ให้รางวัลตัวเองบ้าง ก็ไม่เสียหายอะไร

คุ้กกี้ไม่ใช่ฆาตกร ขนมหวานทั้งหลาย หรือเครื่องดื่มของโปรดอุดมด้วยแคลอรี่ แต่กระนั้น เราก็สามารถให้รางวัลตัวเองได้เล็กๆน้อยๆ เพราะถ้าเราทำให้ตัวเองอดอยากเกินไป เราจะตบะแตกเข้าสักวัน แม้แต่คนที่ต้องกินคลีนสุดๆ อย่างนักเพาะกาย นางแบบนายแบบฟิตเนส ทุกคนก็ยังมี 1 มื้อใน 1 สัปดาห์ที่สามารถทานของโปรดได้ บางคนเรียก Cheat day บางคนเรียก Re-feed day แต่ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร มันก็คือการให้รางวัลตัวเองนั่นแหละ

การให้รางวัลตัวเองไม่ได้มีผลแค่ทางจิตใจ แต่ยังมีผลถึงระดับการทำงานของร่างกายด้วย เพราะเมื่อร่างกายเราได้รับอาหารแบบเดิมๆจนเคยชิน มันจะปรับตัวและไม่สร้างการพัฒนาใดๆเพิ่ม ดังนั้นการเติมความหวานให้ร่างกายอาทิตย์ละ 1 มื้อจะช่วยให้ระบบร่างกายไม่เกิดความเคยชินจนเกินไป ซึ่งมีผลกับการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อและการเผาผลาญไขมันส่วนเกินอย่างมาก

เห็นไหมว่าการเริ่มกินคลีนไม่จำเป็นต้องทุกข์ทรมานเลย หลายคนเข้าใจผิดว่าการกินคลีนคือ การสร้างสุขภาพ แต่ทำลายความสุขในชีวิต แต่จริงๆแล้ว ถ้าเรากินคลีนอย่างเหมาะสมจริงๆ เราจะได้ทั้งสุขภาพที่ดีขึ้น ความสุขในการกินอาหารในปริมาณที่เหมาะสม ชีวิตเราจะสมดุลมากขึ้นกว่าการทำอะไรสุดโต่งเกินไปทางใดทางหนึ่ง

รู้อย่างนี้แล้วก็หันมาใส่ใจการทานอาหารกันให้มากขึ้นกันเถอะ เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อย เมื่อผ่านไปซักพักเราจะรู้สึกได้ว่าพลังชีวิตเรามีมากขึ้น ไม่อ่อนเพลียง่าย รู้สึกสดใส กระปรี้กระเปล่า สุขภาพที่ย่ำแย่ก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ และถ้าเราหลงรักการกินคลีนเข้าแล้ว ก็ค่อยเปลี่ยนมากินคลีนแบบเต็มตัวก็ได้
Photo Credit: stevendepolo via Compfight cc

Related Posts